สภาพทั่วไปของจังหวัด

สภาพการปกครอง

จังหวัดชุมพร แบ่งเขตการปกครอง เป็น 8 อำเภอ 70 ตำบล 736 หมู่บ้าน 25 เทศบาล (2 เทศบาลเมือง13 เทศบาลตำบล) 53 องค์การบริหารส่วนตำบล มีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คือ

  • การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งตั้งหน่วยงานในพื้นที่จังหวัด จำนวน95 หน่วยงาน
  • การบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดรูปแบบการปกครอง และการการบริหารราชการออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัด ประกอบด้วย ส่วนราชการประจำจังหวัด จำนวน 29 หน่วยงาน ระดับอำเภอ ประกอบด้วย 8 อำเภอ 70 ตำบล 736 หมู่บ้าน
  • การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 เทศบาลเมือง 23 เทศบาลตำบลและ 53 องค์การบริหารส่วนตำบล
สภาพการเมือง

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

จังหวัด ชุมพรมีสมาชิกวุฒิสภาได้ 1 คน เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 จำนวนมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 348,169 คน มาใช้สิทธิจำนวน 215,542 คน คิดเป็นร้อยละ 61.91 บัตรเสีย 3,791 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.76 ไม่ประสงค์ลงคะแนน17,521 คน คิดเป็นร้อยละ 8.13 รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้ง คือ พลตรีกลชัย สุวรรณบูรณ์

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จังหวัดชุมพรแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 3 เขต จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง360,987 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 278,291 คน คิดเป็นร้อยละ 77.09 บัตรเสีย 16,586 บัตร คิดเป็นร้อยละ 5.96 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 18,862 บัตร คิดเป็นร้อยละ 6.78 ผู้ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร จำนวน 3 คน ได้แก่

1. นายชุมพล จุลใส

ได้ 72,663 คะแนน

2. นายสราวุธ อ่อนละมัย

ได้ 66,743 คะแนน

3. นายธีรชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์

ได้ 63,779 คะแนน
สภาพทางเศรษฐกิจ

สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดชุมพร มีภาคการเกษตร เป็นสิ่งที่ทำรายได้ให้แก่จังหวัดชุมพรมากที่สุด รองลงมาคือภาคการค้าปลีกค้าส่ง และสุดท้ายคือภาคอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2553 จังหวัดชุมพรมีรายมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 55,421 ล้านบาท มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (Per capita GPP) ประมาณ 108,589 ล้านบาท เป็นลำดับที่ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้

ภาคเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจของชุมพรประกอบไปด้วย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มะพร้าว ไม้ผล รวมไปถึงการปศุสัตว์และการประมง ในด้านการประมง เนื่องจากชุมพรเป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 222 กิโลเมตร การทำประมงจึงสำคัญมาก โดยมีระยะเวลาการทำประมงประมาณ 7-9 เดือน ช่วงที่ทำการประมงไม่ได้คือระหว่างเดือน ตุลาคม-ธันวาคม เนื่องจากเป็นหน้ามรสุม คลื่นลมแรง และช่วงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม ของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่อ่าวไทยห้ามทำการประมงเนื่องจากเป็นฤดูปลาวางไข่

ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากการเกษตร เช่นอุตสาหกรรมการสกัดน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง อุตสาหกรรมผลิตผลไม้แล้น้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง เป็นต้น